จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

555


วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ญี่ปุ่นฝึกเด็กนักเรียนและคนของเขาอย่างไร

Pairoj Limchamroon

คุณเคยทราบไหม...ญี่ปุ่นฝึกเด็กนักเรียนและคนของเขาอย่างไร

1.เด็กนักเรียนญี่ปุ่น ทำความสะอาดห้องเรียนร่วมกันกับคุณครู 15 นาทีทุกวัน ซึ่งสร้างจิตสำนึกรักความสะอาดอย่างแยบคายในคนยุคใหม่

2.คนญี่ปุ่นที่เลี้ยงสุนัขจะต้องพกถุงเฉพาะที่ คอยเก็บเศษอุจจาระของสัตว์เลี้ยงของตนเอง เรื่องสุขอนามัยและความทุ่มเทในสิ่งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

3. คนงานทำความสะอาดในญี่ปุ่น ถูกเรียกว่า "วิศวกรสุขภาพ" และพวกเค้าสามารถต่อรองเงินเดือนได้ 5000-8000 ดอลล่าสหรัฐฯ และต้องสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์เข้าก่อนทำงาน

4. ประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยมีแหล่งพลังงานธรรมชาติและต้องเผชิญกับภัยแผ่นดินไหวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังสามารถยืนอยู่ใน 4 อันดับแรกของประเทศที่มีความสำเร็จทางเศรษฐกิจโลก

5. เมืองฮิโรชิม่า ที่ถูกระเบิดปรมณู ได้ถูกฟื้นฟูคืนมาดั่งเดิมในเวลา เพียง10 ปี

6. มีการงดใช้โทรศัพท์มือถือในร้านอาหารและบนรถไฟในญี่ปุ่น

7.แม้ว่าฐานะคนญี่ปุ่นนั้นถูกจัดเป็นคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก แต่พวกเค้าไม่จ้างคนรับใช้ พ่อแม่ยังคงมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกและดูแลบ้านเป็นหลัก

8. ไม่เน้นการสอบในชั้นเรียนในระดับปีการศึกษาที่ 1-3 เนื่องด้วยเป้าหมายคือการวาง concept ชีวิตและบุคลิกนิสัยเป็นสำคัญ

9. หากคุณไปร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ในญี่ปุ่น คุณจะพบว่าไม่มีคนญี่ปุ่นทานอาหารเหลือทิ้งเลยแม้ว่าเค้าจะทานปริมาณมากสักเท่าไร

10.ระยะเวลาเฉลี่ยของการที่รถไฟมาผิดเวลาในแต่ละปีประมาณ 7 วินาที!!! เค้าให้
ความสำคัญของเวลามากในระดับนาที..วินาทีเลย

11. เด็กนักเรียนจะแปรงฟัน หลังเสร็จอาหารกลางวันที่โรงเรียน เพื่อรักษาสุขภาพฟันตั้งแต่เนิ่นๆ

12.เด็กนักเรียนญี่ปุ่นทานอาหารกลางวันเสร็จในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพื่อระบบการย่อยที่ดี เมื่อถามถึงพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้..เค้าบอกว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ


วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

รถติดไฟแนนซ์หายต้องผ่อนต่อหรือไม่?


Add T Manoon

สนทนาประสาคำฅน9 ชั่วโมงที่ผ่านมาสาธารณะ

รถติดไฟแนนซ์หายต้องผ่อนต่อหรือไม่?
ช่วงนี้เราต้องยอมรับว่าเศรษฐ์กิจมันตกสะเก็ด ที่ศาลทุกวันนี้มีคดีล้นศาลแล้ว ทั้งคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น เต็มศาลไปหมด เช้านี้ผมเปิดทีวีเห็นข่าวขโมย รถป้ายแดงข้ามแดน น่าเป็นห่วง แทนเจ้าของรถยนต์ ที่ถูกขโมยไปในระหว่างที่กำลังผ่อนกับไฟแนนซ์ ว่าจะต้องผ่อนกุญแจรถต่อ หรือไม่? ขอแนะนำว่าให้แจ้งความเป็นหลักฐานกับตำรวจ แล้วนำสำเนาการแจ้งความไปมอบให้ บ.ประกันภัย และไฟแนนซ์ ที่สำคัญผมขอย้ำเลยนะว่า ไม่ต้องผ่อนต่อ เพราะ กฎหมายเช่าซื้อ คือ การให้เช่า + คำมั่นว่าจะขาย ดังนั้นเมื่อทรัพย์ ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องส่ง ค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ มีหลายคนโดนไฟแนนซ์ หลอกให้ผ่อนกุญแจ ทั้งๆที่สัญญาระงับไปแล้ว...
ในทางกฎหมาย ควรต้องหยุดจ่าย ค่างวดทันทีเพราะรถที่เช่าซื้อสูญหายไปแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ต้องระงับ เงินประกันรถหายก็ได้ไปแล้ว ปกติวงเงินประกัน 80% ของราคาเต็ม ดังนั้น จึงเหลือประเด็นเดียวว่า ค่าเสียหายมีเท่าไหร่ ?
เรื่องนี้ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานว่า ถ้ารถที่เช่าซื้อสูญหาย ก็ต้องมาคำนวณว่า รถราคาเท่าใด ผู้เช่าซื้อจ่ายเงินค่างวดมาแล้ว เป็นเงินเท่าใด บริษัทประกันได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทลิสซิ่งเนื่องจากรถหาย เป็นเงินเท่าใด ถ้า 2 จำนวนนี้รวมกันแล้วเกินกว่าราคารถที่บริษัทลิสซิ่ง ซื้อมาอย่างนี้ผู้เช่าซื้อ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ถ้าสัญญาเช่าซื้อ มีข้อตกลงให้บริษัทเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ แม้ว่าทรัพย์ที่เช่าซื้อ จะสูญหายก็ตาม เรื่องนี้ ศาลมีอำนาจ ที่จะกำหนดให้ ผู้เช่าซื้อชำระหรือไม่ก็ได้ ศาลก็จะกำหนดความเสียหาย ให้ตามสมควร แต่มิใช่ให้ชำระค่าเช่าซื้อ จนครบเต็มตามสัญญา หากบริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งทราบดีว่า รถยนต์เช่าซื้อหาย แล้วยังยังนำฟ้องคดีอีก ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่เป็นธรรม สู้ในศาลได้เลยครับ


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

75 ปี ทำไมจึงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย

75 ปี ทำไมจึงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ไทย

ในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 ประกาศใช้ธนบัตรแบบแรกของไทย เป็นธนบัตรหน้าเดียว มี 5 ราคา คือ 5,10,20,100 และ 1,000 บาท พิมพ์โดย บ. โทมัส เดอลารู แห่งอังกฤษ มีอักษรแจ้งมูลค่าเป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ และมลายู

และในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2488 ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" อย่างเป็นทางการดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลายคนคงเคยได้ยินเรียกประเทศเราว่า “สยาม “ และต่อมาเรียกว่า “ไทย” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่ามีเหตุผลเปลี่ยนเพื่ออะไร ??

เพราะพระมหากษัตริย์สยาม ได้เรียกชื่อประเทศของพระองค์ ในพระราชสาส์นที่มีไปยังประมุขประเทศต่าง ๆ จึงทำให้นานาประเทศรู้จักประเทศสยามในนามว่า “SIAM” มาหลายศตวรรษ แต่จีนส่วนมาก พูดภาษาจีนกลาง หรือใกล้เคียงกับจีนกลาง เรียกชื่อประเทศสยาม มาตั้งแต่โบราณกาลว่า “เซียนโล๋”

ชาวยุโรป ที่เดินทางเรืออ้อมแหลมอาฟริกา มายังอินเดียตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 แล้วเดินทางต่อมายังประเทศสยามนั้น ได้เรียกและเขียนชื่อประเทศสยามว่า “SIAM” ชาวยุโรปสมัยนั้น และสมัยต่อมาจึงเรียกชื่อประเทศสยาม ตามที่ชาวอินเดียใต้ ชาวสิงหฬ ชาวมลายู เรียกว่า “เซียม”

ตั้งแต่สมัยโบราณได้จารึกไว้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีจารึกไว้ในสมุดข่อยที่เรียกชื่อประเทศสยาม ชาวสยามเรียกตนว่า ไทย แปลว่า อิสระ สยาม กับ ไทย เป็นสองคำที่มีความแตกต่างกัน แต่หมายถึงพลเมืองของประเทศเดียวกัน

สยาม ใช้เรียกคนป่าแถบแม่น้ำเจ้าพระยา ภายหลังการก่อตั้งอยุธยา ดินแดนดังกล่าวได้ชื่อว่าสยาม ชาวยุโรปก็มักเรียกว่า นครแห่งสยาม สยาม เรียกตนเองว่า เมืองไท (ราชอาณาจักรแห่งอิสรชน)

มีการใช้ชื่อสยามมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนำกฎหมายเก่ามาชำระและรวบรวมเป็นกฎหมายตราสามดวง ชื่อประเทศได้รับการบันทึกเป็นภาษาบาลีว่า "สามปเทส" สาม หรือ สามะ แปลว่าความเสมอภาค “เทส” ซึ่งแปลว่าบ้านเมือง แว่นแคว้น มีความหมายตรงกับ “ปเทส” (PADESA)

ปเทส แปลว่า ประเทศ แต่ฝรั่งออกเสียงเพี้ยน เป็นเซียมหรือไซแอม ดั่งบทเพลงขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง…” สยาม จึงเป็นชื่อเรียกดินแดนและกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ

ในหนังสือสัญญาที่ไทยทำกับต่างประเทศสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่พบการใช้คำว่า "สยาม" แต่เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยม สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์จึงได้พยายามดัดแปลง ให้ประเทศมีลักษณะสมัยใหม่ขึ้น เพื่อทำให้ประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐชาติ ที่มีการรวมอำนาจปกครอง

เริ่มมีการใช้ชื่อ "ราชอาณาจักรสยาม" เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ โดยปรากฏใช้ชัดเจนครั้งแรกใน พ.ศ. 2399 แต่คนไทยส่วนมากคงเรียกว่า "ไทย" ตามเดิม

เหรียญกษาปณ์แทนเงิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 พิมพ์ตัวหนังสือว่า "กรุงสยาม" และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พิมพ์ตัวหนังสือว่า "สยามรัฐ"

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น , ต่อมาคือ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ) ได้รับแต่งตั้ง จากคณะผู้สำเร็จราชการ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการ ได้เดินทางไปฮานอย เวียดนาม เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทย อยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ต่อมาสถานีวิทยุกระจายเสียง ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯ รำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน คล้ายๆ ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน

ต่อมาในการประชุมวันหนึ่ง หลวงพิบูลสงคราม ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย

โดยอ้างว่า "สยาม" (SYAMA) มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า ดำ สีคล้ำ สีน้ำเงินแก่ สีน้ำตาลแก่ ฯลฯ จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ" อันเป็นภาษาของจีนแต้จิ๋ว

ในคำชักชวน กล่าวอ้าง ของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีลอย ให้ใช้ชื่อ "ไทย “ แทน “ สยาม" ได้ให้เหตุผลว่า

1. ไม่ตรงกับเชื้อชาติ ของพลเมืองซึ่งเป็นไทย ทำให้ชื่อประเทศเป็นอย่างหนึ่ง และชื่อพลเมืองเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง

2. ทำให้คนไทยมีสัญชาติ และอยู่ในบังคับต่างกัน คือ คนไทยในเวลานั้นมีสัญชาติเป็นไทย แต่อยู่ในบังคับสยาม

3. คำว่า "สยาม" มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องประการใดกับชนชาติไทย คำว่า "สยาม" เป็นแต่เพียงชื่อเมืองเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ว่าการมณฑลของขอม ที่ปกครองชนชาติไทยมาแต่โบราณกาล และเมื่อพระร่วงกู้อิสรภาพของไทยได้ ก็ได้ยกเลิกคำว่าสยามเสีย

4. คำว่า "สยาม" แม้ในเวลานั้นก็ใช้กันแต่ในภาษาหนังสือ ส่วนในภาษาพูดโดยทั่วไปนั้นไม่ค่อยใช้

5. ชนชาติไทยเป็นชาติที่มีสาขาใหญ่หลวงอยู่ในเวลานั้น สมควรจะเรียกชื่อประเทศให้สมศักดิ์ของเชื้อชาติไทย

แต่จุดประสงค์เบื้องหลัง คือ ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศเพื่อรวมชนชาติไทยในดินแดนต่างๆ เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรไทย และ ต้องการลดทอนความภักดีของประชาชน ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น รัฐมนตรีส่วนมากจึงตกลงตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น "ประเทศไทย"

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 7 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ในตอนนั้น) นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศทั้งในภาษาไทย และภาษาอังกฤษ คือ

ในภาษาไทย ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติให้ใช้ว่า "ไทย" ในภาษาอังกฤษ ชื่อประเทศให้ใช้ว่า Thailand ชื่อประชาชนและสัญชาติให้ใช้ว่า "Thai"

การเปลี่ยนนามประเทศในครั้งนั้น นับว่าเป็นการดำเนินการทางการเมือง ที่วางแผนล่วงหน้าไว้อย่างรัดกุม กล่าวคือในวันเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ พร้อมกันไป เช่น ลงนามในสนธิสัญญาใหม่ กับมหาอำนาจต่างประเทศที่สำคัญๆ และกำหนดให้มีพิธีการแปลกใหม่คือ มีการเฉลิมฉลอง "วันชาติ"

ประกาศให้ 24 มิถุนายน เป็น "วันชาติ" เป็นครั้งแรก และให้ถือเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่วันหยุดราชการ จะมิใช่วันที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาหรือพระราชวงศ์ ดังที่เคยเป็นมาตลอดระยะเวลาก่อนหน้านี้

ในวันเดียวกันนั้นก็ยังมีการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลางถนนราชดำเนิน (ของรัชกาลที่ 5) อีกด้วยเช่นกัน นี่ก็เป็นอนุสาวรีย์ในความหมายสมัยใหม่แห่งแรก ที่มิใช่เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ อย่างที่เคยเป็นมา เช่น พระบรมรูปทรงม้า พระราชานุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าฯ เชิงสะพานพุทธ

ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบในการเปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามให้ตราเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง รัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ 18 วัน เห็นว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทยนั้น ใช้บังคับเฉพาะชื่อประเทศไทยในภาษาไทยเท่านั้น

รัฐบาลนั้นจึงได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2488 ว่าชื่อของประเทศเป็นที่นิยมเรียกกันทางต่างประเทศว่า “Siam” จนแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วไปมาช้านานแล้ว ฉะนั้นจึงให้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษ “Siam” กับชื่อประชาชน และสัญชาติให้ใช้ว่า “Siamese” สำหรับในภาษาต่างประเทศอื่นให้ใช้โดยอนุโลม ส่วนชื่อในภาษาไทยให้ คงใช้ว่า “ไทย” ไปตามเดิม

ฉะนั้น เอกสารทางราชการ ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสจึงเรียกชื่อประเทศไทยว่า "SIAM" รวมทั้งหนังสือเดินทาง ให้เขียนเรียกชื่อประเทศไทยในภาษาไทยว่า "ประเทศไทย" ส่วนในภาษาฝรั่งเศสให้เขียนว่า "SIAM" และสัญชาติของผู้ถือหนังสือเดินทางให้เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "SIAMOIS"

เมื่อได้เกิดรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 แล้ว นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ 3 เดือนเศษ รัฐบาลนี้คงเรียกชื่อประเทศไทย เป็นภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสว่า "SIAM" ต่อไปอีก

ต่อมาในเดือน เมษายน 2491 รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม เข้ารับตำแหน่งแทนรัฐบาลควง แล้วก็ได้กลับเปลี่ยนชื่อประเทศไทย ในภาษาอังกฤษว่า "THAILAND" และในภาษาฝรั่งเศส "THAILANDE" ซึ่งรัฐบาลต่อๆ มาก็ได้ใช้ตามจนปัจจุบันนี้

ต่อมาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ที่ใช้เวลาร่างนานที่สุดประมาณ 10 ปีนั้น ได้มีสมาชิกแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทยแท้ๆ และมีนายทหารชั้นนายพลคนหนึ่งร่วมด้วย ในการเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศไทย กลับเป็นประเทศสยามตามเดิม แต่สมาชิกส่วนมากไม่ยอมรับความเห็นนี้

ต่อมาในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ก็มีกรรมการบางคนเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศไทย เป็นประเทศสยาม แต่กรรมการส่วนมากไม่ยอมรับความเห็นนี้ เพราะบางคนให้ความเห็นว่า เรื่องชื่อประเทศเป็นเรื่องเล็ก

รัฐบาลได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ต่อสภานิติบัญญัติ สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนได้แสดงความเห็น ขอแก้ชื่อประเทศไทยให้เป็นประเทศสยามตามเดิม ดังนั้น คงมีหลายคนขอแปรญัตติในคณะกรรมาธิการ แต่เสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ และในสภานิติบัญญัติไม่เห็นด้วย

นี่คือลำดับความเป็นมาของการเปลี่ยนชื่อประเทศ “สยาม” เป็นประเทศ “ไทย” เหตุผลเบื้องลึกที่สำคัญ คือ นักการเมืองสมัยนั้นวางแผนให้คนไทยลืมเลือนอดีต ที่ผูกพันยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอ้างถึงรวมชนชาติไทยในดินแดนต่างๆ ที่สมัยนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว